05 19th, 2012

เมื่อวานนี้ ไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ต่างจังหวัดมา บ้านเขาทำสบู่กรดขาย เราเห็นว่าน่าจะเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับเพื่อน ๆ แต่อย่าเห็นว่าเป็นเงินเพียงเล็กน้อยนะ เพราะทำสบู่กรดขายก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้สบาย ๆ เลยทีเดียว เรามาทำความรู้จักกับ “สบู่กรด” กันก่อน ถ้าเพื่อน ๆ ที่อยู่เมืองกรุงอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไร แต่ถ้าเป็นเพื่อน ๆ ต่่างจัวหวัดคงรู้จักกันเป็นอย่างดี เจ้าสบู่กรดเนี๊ยะมีความสามารถเหลือล้น ไม่ว่าจะเป็นขัดหม้อ ขัดกระทะ ที่ดำ ๆ เนี๊ยะนะ แปลงร่างมาเป็น หม้อหรือกระทะ ที่มันวาวน่าใช้ ดูสะอาดสะอาน ขึ้นมาทันที หรือว่าจะเอามาซักเสื้อผ้า กำจัดคราบสกปรกตามคอเสื้อ ก็สะอาด สดใจดี จึงขอสูตรการทำสบู่กรด มาฝากเพื่อน ๆ เป็นสูตรที่เหมาะกับการซักผ้า มาดูกันเลย

สูตรการทำสบู่กรด
ส่วนผสม

น้ำสะอาด 10 กิโล
น้ำมันมะพร้าว 10 กิโล
โซดาไฟ 2 กิโล

วิธีทำ
เตรียมกะละมัง เทน้ำสะอาด 10 กิโลลงไป
จากนั้นค่อย ๆ เทโซดาไฟลงไปในกะละมัง รอซักครู่จนกว่าโซดาไฟจะคลายความร้อน ให้เพื่อน ๆ ใจเย็นรอประมาณซัก 1 ชั่วโมงครึ่ง
หลังจากเรารอมา 1 ชั่วโมงครึ่ง โซดาไฟหายร้อนแล้วเราก็เทน้ำมันมะพร้าวลงไป ใช้ไม้พายค้นไปเรื่อย ๆ สลับมือซ้ายบ้าง ขวาบ้าง จะได้ไม่เหมื่อย เราต้องค้นตลอดเวลาประมาณซัก 1 ชั่วโมง ให้เพื่อน ๆ สังเกตุว่าเนื้อสบู่กรดหนืดหรือยัง ถ้าหนืดแล้วก็ยกลงเทใส่แม่พิมพ์ที่เป็นกล่องไม่สีเหลี่ยมเพื่อง่ายในการกระเทาะ

- หลังจา่กเราทำสบู่กรดเรียบร้อยแล้ว พอเย็นเราก็มาตัดเป็นก้อนเล็ก ๆ ประมาณ กว้าง 3 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว เราต้องพักไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่าทำไม ทำเสร็จแล้วไม่เอาไปขายเลย เหมือนผลิตภัุณฑ์อื่น ๆ คือว่าอย่างนี้ พิษของโซดาไฟนั้นยังไม่หมดจะทำให้กัดมือ และ เสื้อผ้า พอครบ 1 เดือนเราก็ห่อสบู่กรดที่เราตัดไว้ด้วยกระดาษสวย ๆ แล้วก็ส่งขายได้เลย workdeena คิดว่าการทำสบู่กรดไม่ยาก และก็ยังมีตลาดที่กว้าง ถ้าเพื่อนๆ กำลังมองหาอาชีพ เราคิดว่าการทำสบู่กรด จะเป็นอีกทางเลือกให้เพื่อน ๆ นะ



05 19th, 2012

วันนี้ก็มีอาชีพอิสระมาให้เพื่อน ๆ ที่กำลังมองหารายได้เสริมกันอยู่ อาชีพที่จะแนะนำวันนี้ทำไม่ยาก เพียงแต่เพื่อน ๆ ต้องหาสินค้าที่อร่อย และต้นทุนถูก แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับอาชีพนี้ อาชีพอิสระที่เราพูดถึงคือ “ขายส่งขนมแผง” ขนมแผงที่เราพูดถึงก็คือ ขนมที่แพ็คเป็นซองเล็ก ๆ แล้วเย็บติดกันเป็นแผงนั่นเอง เรามาดูกันเลยว่าเขาทำกันอย่างไรบ้าง

การลงทุนอุปกรณ์
เครื่องซีลปากถุง 800 บาท
ถุงพลาสติก กิโลละ 35-40 บาท
กระดาษแข็งแผ่นละ 10 บาท

คำนวณต้นทุน

ได้แนะนำเพื่อนบางคนทำขายส่งขนมแผง เขาได้รายได้วันละ 800-1000 บาท กำไรก็อยู่ที่ 400-500 บาท แล้วแต่ชนิดของสินค้าที่ส่งมากน้อยในวันนั้น รายได้ต่อเดือน ก็อยูที่ 12,000-15,000 บาท ก็น่าจะเป็นอาชีพเสริมที่ดีนะ (ขอร้องอย่าอายในการค้าขายก็เท่านั้น) เราจะยกตัวอย่างการคำนวณต้นทุนให้คุณดู

หนังปลาทอดกรอบปรุงรส
ต้นทุนโลละ 220-250 บาท
ราคาขาย 3 ถุง 100 บาท ขายทั้งหมดได้ 335 บาท กำไร 115 บาท
1 แผงมี 10 ซอง บรรจุซองละ 10-20 กรัม
นี้คือตัวอย่าง ของบ้างอย่างที่มีต้นทุนสูงหรือน้ำหนักมาก เพื่อน ๆ ต้องคำนวณให้ได้กำไรไม่น้อยกว่า 30% ต่อ 1 กิโล

การวางขาย

การขายไม่ควรมีเครดิต นอกจากคุณมีเงินทุนหนาพอ เพราะการวางเครดิตต้องมีเิงินทุุนหมุนเวียนเยอะ ถ้าต้องการวางเครดิตก็ไม่ควรเกิน 1 อาทิตย์ เรื่องการส่งสินค้า เราก็ส่งตามร้านขายของชำ ร้านขายเหล้า ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายสัมตำ ขายได้หมดแหละทุกที่ หรือจะจัดเป็นถุง ๆ ละ 10 บาท ขายตามตลาดนัดก็ได้แบบว่าทุกอย่าง 10 บาทอะไรประมาณนี้

- การขายส่งขนมแผง ช่วงแรก ๆ อาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะต้องติดต่อร้านต่าง ๆ เพื่อที่จะว่าขาย แต่ถ้าเรามีลูกค้าประจำแล้วก็จะสบายขึ้น ขอเพียงต้องอดทน ขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อน ๆ ทุกคนนะ



วันนี้จะบอกถึงแนวทางการทำ “อาชีพช่างทำผม หรือช่างเสริมสวย” บางคนอาจมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่เหมาะกับตัวเอง แต่เราอยากให้คิดว่าเป็นอาชีพที่สำคัญมากๆ และถ้าใครทำได้รับรองไม่มีวันอดตาย คุณเชื่อไหมว่า ในขณะที่อเมริกาประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก ทุกอาชีพ หรือทุกธุรกิจย่ำแย่ แต่มีอยู่เพียงธุรกิจเดียวที่ได้ผลกระทบน้อยมากๆ หรือไม่ได้รับผลกระทบเลย นั้นคือ ธุรกิจร้านทำผมและเสริมสวย

การที่คุณจะทำธุรกิจร้านทำผมได้นั้น
คุณต้องมีความชอบ และรักในอาชีพนี้จริงๆ
แต่ถ้าคุณเข้ามาทำอาชีพนี้เพราะเห็นว่า “เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนค่อนข้างดีมากๆ” ขอบอกเลยว่า “อย่าทำเลย เลิกเถอะ” แต่ถ้าคุณอยากทำจริงๆ คุณต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะ เพราะการตัดผม มันเหมือนงานศิลปะ มันมีสไตล์ มันต้องใช้ฝีมือ และมันต้องใช้ใจ หรือต้องใส่ใจกับมันจริงๆ ไม่ใช่แค่เรียนตัดผมไป เพื่อให้ตัดผมหากินได้เท่านั้นนะ

คุณต้องหาประสบการณ์ ให้กับตัวเอง
เมื่อคุณมีใจชอบอาชีพนี้แล้ว และเรียนรู้ในการตัดผมจนมีฝีมือแล้ว คราวนี้คุณก็ต้องออกไปหาประสบการณ์ โดยการไปเป็นลูกจ้างร้านทำผมสัก 1 – 2 ปี ก่อน ให้ได้ลงมือทำบ่อยๆ ถ้าคุณไม่ฝึกอย่างต่อเนื่อง หรือทุกวัน ฝีมือของคุณก็จะไม่พัฒนา ในขณะที่คุณเป็นลูกจ้างร้านทำผมอยู่ คุณจะได้ฝึกความอดทน ฝึกด้านอารมณ์ไปด้วย เพราะลูกค้าที่เข้ามาทำผม แต่ละคนก็มีความต้องการในการทำผมที่แตกต่างกัน ถ้าคุณรับมือกับลูกค้าได้ทุกรูปแบบ และมีลูกค้าติดใจในฝีมือของเรา เมื่อถึงเวลานี้นั้นแล้ว ค่อยเปิดร้านตัดผมเป็นของตัวเองก็ยังไม่สายนะ

นี่คืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ช่างทำผมควรมีไว้ในร้านทำผม
กระจกเงาบานใหญ่ = ราคาประมาณ 980 บาท / 1 บาน
เก้าอี้ตัดผม = ราคาประมาณ 3,000 บาท / 1 ตัว
เก้าอี้นอนสำหรับสระผม = ราคาประมาณ 18,000 บาท / 1 ตัว
เครื่องอบผม = ราคาประมาณ 20,000 บาท / 1 ตัว
เครื่องอบไอน้ำ = ราคาประมาณ 3,500 บาท / 1 ตัว
ไดร์เป่าผม = ราคาประมาณ 1,500 บาท / 1 ตัว
แบตตาเลี่ยน = ราคาประมาณ 720 บาท / 1 ตัว
กรรไกรตัด – ซอย = ราคาประมาณ 540 บาท / 1 ด้าม
ใบมีดโกน = ซื้อ 3 แพคราคา 400 บาท
โรลล์ม้วนผม = ราคาประมาณ 100 บาท
เจลและโฟมใส่ผม = ราคาประมาณ 200 – 300 บาท
น้ำยาดัดผม – โกรกผม
แชมพูสระผมและครีมนวดผม = ราคาประมาณ 200 – 300 บาท
ผ้าขนหนูผืนเล็ก = ราคาประมาณ 80 บาท / 1 ผืน
** อย่าลืมคุณต้องให้ความสำคัญกับ ความสะอาดของร้าน และข้าวของเครื่องใช้ภายในร้านด้วยนะ

ทุนขั้นต้นในการทำร้านทำผม คุณต้องมีทุนไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท

- คุณไม่ว่าจะเป็น ผู้หญิง หรือผู้ชาย หรือเพศที่สามก็ตาม ถ้าคุณชอบ หรือยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอาชีพนี้หรือเปล่าว่าคุณต้องลองถามใจตัวเองดูนะ เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ทำเลย



วันนี้จะแนะนำอาชีพอิสระตัวหนึ่ง คือ “การผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด” ผู้ผลิตในตลาดตอนนี้มีหลายเจ้า และหลายยี่ห้อ แต่ก็ยังไม่พอเพียงต่อความต้องการของตลาด ปัจจุบันความต้องการน้ำดื่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น และคนไทยเลิกดื่มน้ำฝนกันแล้ว ดังนั้นตลาดน้ำดื่มจึงเป็นตลาดใหญ่ และยังมีส่วนแบ่งการตลาดค่อนข้างมาก แต่ขอให้ผลิตน้ำให้ใด้มาตรฐาน แล้วตลาดของคุณจะโตขึ้น

เรามาดู วัสดุ – อุปกรณ์ กันก่อนว่าต้องใช้อะไรบ้าง
เครื่องกรองน้ำ ครบชุด
ชุดทำความสะอาดถังน้ำ(ถ้าคุณขายน้ำถัง 20 ลิตรด้วย)
ขวดน้ำใส 1/2 ลิตร
รถส่งน้ำ

หลังจากเราเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการเริ่มธุรกิจ
ขั้นแรกคุณต้องทำพื้นที่เพื่อการผลิตน้ำ และเก็บอุปกรณ์ เช่น ขวด และถัง การทำโรงผลิดน้ำต้องทำให้ได้ตามมาตรฐาน ของกรมการอาหารและยา(คุณสามารถหารายละเอียดได้ที่ อนามัย) เพราะน้ำดื่มบรรจุขวด เป็นอาหารกลุ่มควบคุม เฉพาะ ดังนั้นจึงต้องขออนุญาตทำกิจการ

เมื่อคุณทำโรงผลิตน้ำเรียบร้อยแล้ว คุณก็ต้องนำน้ำที่ได้จากเครื่องกรองของคุณ บรรจุขวด 3 ขวด เพื่อส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง เริ่มจากน้ำถูกบรรจุขวดแล้ว ถ้าส่งตรวจช้ากว่านั้น ค่าของน้ำจะเปลี่ยนไป แล้วอาจจะทำให้ตรวจไม่ผ่านได้ ค่าธรรมเนียมในการตรวจน้ำอยู่ที่ 3,100 บาท เมื่อตรวจผ่านแล้วก็ต้องส่งเรื่องไปให้สำนักงานอาหารและยา เพื่อที่จะส่งคนมาตรวจสถานที่ผลิต และขั้นตอนการผลิต ว่าถูกต้องหรือเปล่า ถ้าทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็จะออกใบอนุญาตผลิตน้ำให้ และพร้อมด้วย เลขที่ฉลากอาหารให้คุณด้วย

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ก็มาถึงการทำตลาด คุณก็ไปติดต่อตามร้านค้าทั่วไป และอย่าลืมบอกด้วยว่า น้ำดื่มของคุณได้การรับรองจาก อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือคุณจะเอาน้ำดื่มของคุณไปเสนอตามร้านขายอาหารทั่วไปก็ได้ เช่น ร้านอาหารตามส่ง ร้านเนื้อย่าง หรือสวนอาหาร เพราะร้านพวกนี้เขาอยากมีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว

การผลิตน้ำบรรจุขวดขาย เป็นการลงทุนค้านข้างสูง แต่สามารถเก็บกินได้นาน และกำไรดีมากๆ ด้วยจะคำนวนต้นทุนให้เพื่อนๆ ดูกัน
ถ้าคุณผลิตน้ำถัง 20 ลิตร
ต้นทุนในการผลิตน้ำอยู่ที่ 2 บาทไม่เกินนี้ (ไม่รวมราคาถังเปล่านะ เพราะถังสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก)
ส่งขายในราคา 7-8 บาท
ราคาหน้าร้านอยู่ที่ 12 บาท/ถัง
ถ้าเป็นขวดใส 1/2 ลิตร
ต้นทุนอยู่ที่ 1.50 บาท/ขวด
ราคาส่งอยู่ที่ 3 บาท(แบบขวดจะได้กำไรน้อยกว่าแบบบรรจุถัง เพราะต้นทุนขวด)
ราคาหน้าร้านอยู่ที่ 7 บาท
- ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจและพอมีทุนอยู่บ้างก็เห็นว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระที่น่าสนใจนะ เพราะตลาดน้ำไม่มีตัน มีแต่จะโตขึ้นทุกวัน มันขึ้นอยู่กับการตลาดของคุณที่ไม่เหมือนใคร



05 17th, 2012

วันนี้ก็คิดอยู่ว่าจะแนะนำอาชีพอิสระอะไรให้เพื่อนๆ ดี ก็พอดีคนที่บ้านได้ซื้อ สาคูไส้หมู มาให้กิน แต่มันไม่ค่อยอร่อยเท่าไร แล้วยังแพงมากด้วย ถ้าเพื่อนๆ สามารถทำขายได้ในราคานี้ รับรองว่ามีเงินใช้ไม่ขาดมือแน่ๆ เลยอยากบอกสูตรการทำ สาคูไส้หมูที่อร่อยๆ ให้เพื่อนๆ ได้ลองทำเพื่อนำไปเป็นอาชีพต่อไป หรือจะทำทานกันในครอบครัวก็ได้นะ

สูตร การทำสาคูไส้หมู ของแท้และดั้งเดิม
ส่วนผสม
สาคูเม็ดเล็ก 1 ถุง
เนื้อหมู 2 ขีด
ถั่วลิสงคั่วป่นหยาบ 3 ขีด
หอมแดง 10 หัว
หัวไช้โป๊สับละเอียด 3 ขีด
น้ำตาปิ๊บ
น้ำปลา
กระเทียมเจียว

วิธีนวด เม็ดสาคู
ตั้งน้ำร้อนให้เดือด
นำเม็ดสาคูไปพรมน้ำเย็นให้ทั่ว แล้วเม็ดสาคูจะพองขึ้น
แล้วให้เอาน้ำร้อนค่อยๆ เทใส่แล้วนวด จนกว่าจะเหนียว ถ้ายังไม่เหนียวก็เติมน้ำร้อนลงไปอีก ถ้าเหนียวแล้วเป็นอันว่าใช้ได้

วิธีทำไส้สาคู
เอาเนื้อหมูไปสับให้ละเอียด
ปอกเปลือกหอมแดง แล้วซอยบางๆ
นำกะทะขึ้นตั้งไป ใส่น้ำมันหมูลงไป
เมื่อน้ำมันร้อนแล้ว ให้นำหมูลงไปผัดจนสุก
หลังจากนั้นก็ให้ใส่หัวไช้โป๊ และหัวหอมแดงซอย ลงไปผัดให้เข้ากัน
เมื่อเข้ากันดีแล้วให้เติม น้ำตาล, น้ำปลา คนให้เข้ากัน ให้ออกหวาน เค็ม แล้วใส่ถั่วลิสงป่นหยาบลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน
หลังจากนั้นให้ผัดจนจับตัวกันเป็นก้อน ใช้ไฟอ่อนๆ

วิธีนึ่งสาคู
เมื่อเราได้แป้ง และไส้สาคูแล้ว ก็ให้นำแป้งมาห่อไส้ ใช้แป้งบางๆ ไส้ไม่ต้องมากนัก แล้วคลุกกับน้ำมีกระเทียมเจียวด้วย
เมื่อปั้นเสร็จแล้วให้จัดเรียงลงไปในลังถึง แต่ต้องปูรองด้วยใบตองก่อน ส่วนใบตองก็ต้องฉีกสักเด็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำได้ระเหยขึ้นมาได้ จะได้สุกเร็วๆ
เมื่อสุกแล้วก็ให้ตักขึ้นมาคลุกกับน้ำมันกระเทียมเจียวอีกครั้ง แล้วสามารถขาย หรือทานได้เลย

เพื่อนๆ ก็ลองนำสูตรนี้ไปทำทานกันดูนะ ถ้าจะทำขายก็ได้ สูตรที่นำมาบอกนี้ ใช้งบประมาณในการทำทั้งสิ้น 52 บาท สามารถทำสาคูได้ 55 ลูก ตามท้องตลาดเขาขายกันอยู่ที่ ลูกละ 2 บาท แต่เขาจะไม่ใส่หมู ก็เพื่อลดต้นทุน ก็ลองทำ ลองคำนวน ลองทำขายกันดูนะ ว่าพอจะเป็นอาชีพอิสระได้ไหม



05 17th, 2012

อาชีพอิสระ วันนี้จะแนะนำอาชีพที่ส่วนใหญ่ จะทำขายโดยคนต่างชาติ นั้นคือ “โรตี” สังเกตเห็น เมื่อก่อนจะไม่ค่อยมีคนไทยทำโรตีขายกัน แต่ปัจจุบันนี้มีคนไทยทำอาชีพนี้เพิ่มมากขึ้น แล้วมีเพื่อนคนไหนไม่ชอบกิน โรตีบ้าง ส่วน ชอบกินมากๆ และถ้าเพื่อนๆ คนไหนคิดจะทำเป็นอาชีพก็ดีนะ เพราะกำไรดีมาก ถ้ากำไรไม่ดีจริง แขกที่ขายโรตีคงไม่มีเงินนั่งเครื่องบินกลับบ้าน ปีละ 2 หนหรอก

เรามาดูวิธีทำ โรตีกันดีกว่า :
ส่วนผสม
แป้งสาลี ตราว่าว 1 กิโล
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำตาลทราย 2 ช้อนกินข้าว
เกลือป่น 1 ช้อนชา
นมสด 2 ช้อนกินข้าว
น้ำ 1 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ
ให้นำไข่ไก่, นมสด, เกลือ, น้ำตาลทราย ผสมรวมกันและคนให้เข้ากัน
หลังจากนั้นก็นำมาเทลงบนแป้ง นวดให้เข้ากัน โดยการค่อยๆ ใส่น้ำที่ละน้อยๆ ค่อยๆ นวดจนกว่าจะใช้ได้
แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าแป้งที่เรานวดใช่ได้แล้ว ง่ายนิดเดียว เพียงคุณใช้นิ้วจิ้มดู ถ้าจิ้มลงไปแล้วและแป้งกลับเหมือนเดิม เป็นอันว่าใช้ได้
เมื่อนวดแป้งจนได้ที่แล้ว ให้คลุมผ้าทิ้งไว้ 30 นาที แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ เท่าผลมะนาว
ทาน้ำมันพืชที่แป้งและมือมากๆ แล้วคลุมไว้อีก 30 นาที
แล้วเอามาตีเป็นแผ่นบางๆ กลมๆ
การตีแป้ง ใช้มือซ้ายจับแป้ง โดยนิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านบนอีก 4 นิ้วอยู่ด้านล่าง ส่วนมือขวาใช้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านล่างอีก 4 นิ้วอยู่ด้านบน
ให้จับแผ่นโรตีฟาดไปข้างหน้า จนเป็นแผ่นกว้างพอสมควร แล้วรวบทั้งแผ่นทำเป็นเส้นยาวๆ แล้วนำมาม้วนเป็นวงกลม
เวลาทอดเอาแป้งมาตบให้แบนๆ ทอดในกระทะ

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ โรตี อร่อยๆ ทานกันแล้วใช้สูตรนี้ทำทานกันในบ้านบ่อยๆ ใช้ต้นทุนประมาณ 50 บาท แต่กินกันเต็มที่ แล้วเพื่อนๆ ลองคิดดูว่า ถ้าเราทำขายเป็นอาชีพเราจะได้กำไรมากน้อยขนาดไหน



05 16th, 2012

วันนี้ขอแนะนำอาชีพอิสระ อีกตัวนึงคือ “การเพาะถั่วงอก” การที่เราจะเพาะถั่งงอกขาย เราต้องใช้น้ำในการเพาะถั่วงอกพอสมควร แต่ถั่วงอกก็เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายก๋วยเตี๋ยว, ร้านขายผัดไท, ร้านขายขนมจีน และอีกหลายๆ คน ที่ชอบกิน ผัดถั่วงอก ดังนั้น ถั่วงอกก็มีบทบาทมากพอสมควร ในทางการค้าและการบริโภคของประชาชน มีตัวเลขของการบริโภคถั่วงอกเฉพาะกรุงเทพมหานครเพียงจังหวัดเดียวมีมากถึง 2 แสนกิโลกรัมต่อวัน เมื่อคำนวณทั้งประเทศคนไทยจะบริโภคถั่วงอกไม่น้อยกว่า 1 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ดังนั้นอาชีพการเพาะถั่วงอกจึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจ

- หลายๆ คนอาจไม่รู้ว่าการเพาะถั่งงอกขาย เป็นอาชีพที่ทำเงินให้มากขนาดไหน จึงไม่ค่อยมีใครนิยมทำกัน workdeena เคยสอบถาม พ่อค้าที่เขามีโรงเพาะถั่งงอกเอง เขาส่งขายให้กับแม่ค้าภายในจังหวัด แล้วตัวเขาเองก็ยังมีแผงขายถั่งงอก อยู่ในตลาดสดอีก เคยถามเขาว่าแต่ละวัีนเขาได้กำไรวันละประมาณเท่าไร เขาตอบว่า ประมาณ 1,500-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับราคาถั่วที่ได้มาในแต่ละครั้ง

workde เห็นว่าได้กำไรมากพอสมควร ก็เลยอยากนำวิธีการเพาะถั่งงอกที่เขาเพาะขายกัน เพื่อส่งตลาดหรือขายกันในตลาด มาบอกเล่าให้เพื่อนๆ ได้ลองทำกัน

สิ่งที่ต้องเตรียม
เข่งผิวไม้ไผ่ ตาถี่(จะใช้กี่ใบก็แล้วความต้องการที่จะเพาะ แต่บางคนก็อาจใช้ เข่งพลาสติใบเล็กตาถี่ในการเพาะก็ได้ แต่ได้ผลผลิตไม่ค่อยดีนัก)
เมล็ดถั่วเขียว (เอาแบบใหม่ๆ นะ เก่าๆไม่เอา)
น้ำ

วิธีทำ
นำถั่วเขียวที่คัดแล้ว ไปแช่น้ำประมาณ 4-5 ชั่วโมง แต่บางคนก็ใช้วิธีลวกน้ำร้อนเพื่อที่จะลดเวลาในการแช่เมล็ดถั่วเขียวลง แต่ ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เพราะจะทำให้เปลืองค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
เอาเมล็ดถั่วเขียวที่เราแช่น้ำแล้ว มาใส่ในเข่ง ให้ได้ประมาณ 1/3 ของเข่ง
แล้วนำไปวางไว้ ในที่ๆ อากาศร้อน (แต่ไม่ตากแดดนะ) เช่น วางไว้ในที่ๆ มีหลังคาสังกะสีคลุมอยู่ เพื่อให้เมล็ดถั่วเขียวได้รับความร้อน
เมื่อเรามีที่วางเข่งเพาะถั่วงอกเรียบร้อยแล้ว เราก็ลดน้ำให้กับถั่วมากพอสมควร การลดน้ำเราควรลดน้ำ วันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้า และตอนบ่าย ถ้ารดน้ำตอนเย็นหรือตอนค่ำ จะทำให้ถั่วเน่าได้ ทำเช่นนี้ทุกวัน ประมาณ 4-5 วันเราก็จะได้ถั่วงอกเต็มเข่ง
เมื่อได้ถั่วงอก เต็มเข่งแล้ว เราก็คว่ำเข่งเถถั่วงอกออก แล้วเอาเปลือกถั่วเขียวออก การเอาเปลือกถั่วเขียวออกนั้นก็มีหลายวิธี เช่น ใช้พัดลมเป่าให้เปลือกออก หรือแช่น้ำให้เปลือกลอยขึ้นมาแล้วเก็บออก

เพียงเท่านี้เราำก็ได้ ถั่วงอกสวยๆ ขาวๆ ไปขายได้แล้ว เพื่อนๆ ทราบไหมว่า ถั่วเขียว 1 กิโล สามารถเพาะถั่งงอกได้ 3-4 กิโลนะ ก็ชอบกินถั่วงอกเหมือนกัน แล้วเพื่อนๆ อีกหลายคนก็คงชอบทานเหมือนกัน แต่เพื่อนๆ จะชอบทำเป็นอาชีพอิสระไหม อันนี้ก็แล้วแต่ชอบนะ….



อาชีพอิสระของวันนี้อยากแนะนำการทำอาชีพ “ขายปลาทูนึ่ง” ที่อยากแนะนำอาชีพนี้เพราะ เมื่อวันก่อนไปตลาด และได้ไปซื้อปลาทู พอแม่ค้าบอกราคาเท่านั้นต้องอึ้ง… มันแพงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปลาทูแท้หรือไม่แท้ก็ตาม มันแพงได้ใจจริงๆ วันนี้เลยนำอาชีพ การทำปลาทูนึ่งมาฝากเพื่อนๆ กัน

ขั้นตอนในการทำปลาทูนึ่ง :
- ก่อนอื่น เมื่อเราได้ปลาทูสดมา หรือปลาทูสดแช่แข็ง แต่ถ้าเป็นปลาทูสดแช่แข็งเพื่อนๆ ต้องละลายน้ำแข็งก่อนนะ โดยการแช่น้ำให้ท่วมจนกว่าจะพอละลายบ้างแล้ว และเราก็ค่อยๆ เอาออกจากกัน แล้วเพื่อนๆ ก็เอาไส้ออก โดยการอ้าปากปลาทู แล้วดึงเหงือกปลาทูออกมาและใส่ทั้งหมดก็จะออกมาด้วย ***(ไส้ปลาทูอย่าทิ้งนะเพราะมันขายได้ และทำเงินได้ดีด้วย แล้วเดี๋ยวจะบอกในครั้งหน้่า)***

เมื่อเอาไส้ออกแล้ว เราก็จับหน้าปลาทูหักลงมาที่ท้องปลาแล้วเรียงใส่เข่ง เข่งละ 2 ตัว หรือ 3 ต้ว แล้วแต่ขนาดของตัวปลา หรือบางครั้งอาจจะใส่ได้เพียงตัวเดียว เพราะเป็นปลาตัวใหญ่

เมื่อทำเสร็จแล้วก็ยกเข่งเรียงใส่ภาชนะที่จะยกลงต้ม น้ำต้มจะต้องใส่เกลือเม็ดลงไป แล้วรอให้น้ำร้อนและเดือด แล้วยกภาชนะที่ใส่เข่งปลาทูไว้ลงต้มประมาณ 15-20 นาที แล้วยกขึ้นมาว่างให้เสด็จน้ำ แล้วนำออกขายได้เลย

***แต่มีเคล็ดลับในการต้มอยู่นิดหน่อยจะแอบบอกให้อย่าไปบอกใครนะ คือ ในน้ำต้มปลาทูเราต้องใส่ น้ำส้มสายชูเล็กน้อย เพื่อให้หนังปลาทูไม่แตก และถ้าวันไหนเราขายไม่หมด เราก็ยังนำปลาทูนั้นมาต้มอุ่นได้อีกครั้ง โดยไม่ทำให้ตัวของปลาทูมีสีเหลืองมองแล้วไม่น่ากิน และไม่น่าซื้อ***

เรามาคำนวนกันดูว่า ต้นทุนกำไรเป็นอย่างไรกันบ้าง :
ปลาทูสด 1 กิโล ประมาณ 7-8 ตัว ราคาประมาณ 50 บาท หรืออาจจะมากหรือน้อยก่าวนี้ นึ่งขายเข่งละ 2 ตัว จะได้กำไร กิโลละ 10-30 บาท
แต่ถ้าเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ด้อยู่ใกล้กับวัตุดิบ เพื่อนๆ ก็สามารถหาซื้อปลาทูสดที่เขาแช่แข็งได้ที่ร้านห้องเย็น เขาจะมีให้เลือก เช่น ปลาทู ปลาสีกุน ปลาผี ปลาแขก ปลาหางแข็ง ปลาทูแท้
ก้อนละ 5 กิโล ราคาประมาณ 250-300 บาท หรือก้อนละ 1,000บาท ก็มี ก็ต้องขึ้นอยู่กับ ขนาด ชนิดของปลา หรือน้ำหนักก้อนด้วย
บางครั้งเราสามารถแยกปลาทูสดแช่แข็งได้ออกไปอีกเช่นใน 1 ก้อน…แยกได้ปลาไซส์ใหญ่ไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์…เกรดรองไซส์กลาง กับไซส์เล็ก ก็แบ่งกันไปไซส์ละ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็แล้วแต่เพื่อนๆ จะแยกออกมา คำนวนดีๆ อย่าให้ขาดทุนกำไรมากนัก

-ครั้งหน้าจะนำอาชีพที่เกี่ยงเนื่องจากการทำปลาทูนี่ง หรือผลพลอยได้ที่ได้จากการทำปลาทูนึ่ง เพราะมันสามารถทำรายได้ให้เรามากพอสมควร และก็เป็นอาชีพอิสระอีกอาชีพหนี่งที่น่ามอง



05 15th, 2012

วันนี้จะนำเรื่อง เค็มๆ มาฝากเพื่อนๆ อาชีพอิสระวันนี้ คือการทำ “เกลือป่น” เกลือก็เป็นเครื่องปรุงรสที่สำคัญในการทำอาหาร บางคนอาจจะบอกว่า ถ้าไม่มีเกลือก็ใช้น้ำปลาแทนก็ได้ แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า อาหารบางอย่างก็ไม่สามารถ ปรุงรสด้วยน้ำปลาได้ เช่น แกงจืดสาหร่าย, แกงจืดเต้าหู้, หรือการหมักเนื้อ, หมักหมู

การทำเกลือป่น ก็มีการทำมานานแล้วตั้งแต่ก่อนมีการค้าบนเส้นทางสายไหมเสียอีก เกลือมีบทบาทสำคัญมากในการทำอาหารจีน, อาหารเยอรมัน, อาหารแม็คซิกัน, หรืออาหารทั่วโลก ดังนั้นโลกนี้จึงขาดเกลือไม่ได้ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนคิดจะทำเกลือขาย หรือทำเป็นอาชีพอิสระจึงไม่ต้องห่วงว่าจะขายไม่ได้นะ

เรามาดูการทำเกลือป่นกันเลย :
ส่วนผสม
เกลือเม็ด(เกลือสมุทร) 1 กิโล
น้ำ 3 ลิตร
แป้งข้าวโพด 1 ช้อนกินข้าว
สารส้ม 1 ก้อน

อุปกรณ์การทำเกลือ
เตา
ภาชนะเคลือบ
ผ้าขาวบาง
กะละมัง
ไม้พาย

วิธีทำ
เอาเกลือเม็ด ใส่ภาชนะเคลือบ ใส่น้ำ 2 ลิตร แล้วคนให้เกลือละลาย
ถ้าเห็นว่าคนนานแล้วเกลือยังเป็นเม็ดอยู่ คือละลายไม่หมด ก็ไห้เติมน้ำลงไปอีกแก้ว ทำเช่นนี้จนกว่าเกลือจะละลายหมด
จากนั้นก็แกว่งด้วยสารส้มสัก 4-5 รอบให้สะอาด แล้วทิ้งไว้ 3 คืน
เมื่อครบ 3 คืนแล้ว เราก็รินเฉพาะส่วนที่ใสสะอาด กรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำขึ้นตั้งไฟ
เมื่อขึ้นตั้งไฟแล้วก็เคี่ยว และคนให้ทั่วอย่าให้ไหม้ สักพักเราจะเห็นว่า มันจะข้นคล้ายนมสด
เราก็คนต่อไปเรื่อยๆ จนแห้งเป็นเกลือละเอียดหรือเกลือป่นอนามัย
หลังจากเป็นเกลือป่นแล้วเราก็ ใส่แป้งข้าวโพดลงไป แล้่วคนให้ทั่ว เพื่อไม่ให้เกลือติดกัน
เมื่อเสร็จแล้วเราก็สามารถบรรจุถุงขายได้

- เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็ได้เกลือป่นไว้ขายและไว้ใช้แล้ว ซึ่งถ้าเพื่อนๆ ทำขายก็จะได้กำไรพอสมควร เพราะเราซื้อเกลือเม็ดมาทำในราคา กิโลละ 5 บาท แต่เมื่อทำเป็นเกลือป่นแล้ว เราจะขายได้กิโลละ 20-30 บาทแล้วแต่ราคาตลาด
คิดว่าอาชีพการหุ้งเกลือ หรือทำเกลือป่น คงมีประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะ แล้วครั้งต่อไปจะนำเอาอาชีพที่ ทำเงินและสร้างงาน มาฝากเพื่อนๆ อีกนะ



วันนี้จะแนะนำธุรกิจ ที่สวยงามให้เพื่อนๆ ได้ลองศึกษาดู นั้นคือ “ขายพรรณไม้น้ำ” ธุรกิจนี้เหมาะกับคนที่มีใจรักจริงๆ เพราะต้องเอาใจใส่ และดูแลเป็นอย่างดี จึงจะได้ผลผลิตที่ดี และเพียงพอกับการส่งขายภายในประเทศ หรือการส่งออกต่างประเทศ เพราะพรรณไม้น้ำในบ้านเรา เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ เห็นว่า ธุรกิจนี้น่าจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพอิสระอยู่ เรามาทำความรู้จักกับ พรรณไม้น้ำกันเลย

พรรณ ไม้น้ำหรือพืชน้ำ(Aquatic Plants)
คือ พืช หรือ ไม้น้ำที่สามารถขึ้นได้ในน้ำ หรือมีบางส่วนพ้นน้ำ แต่รากอยู่ใต้น้ำ มีการนำพรรณไม้น้ำมาเพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประดับตู้ปลา พรรณไม้น้ำมีมากกว่า 250 ชนิด พรรณไม้น้ำที่นิยมส่วนใหญ่มักมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศในเขตร้อน เช่นประเทศในทวีปอัฟริกา ทวีปอเมริกาใต้ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย

เรามาดูความสำคัญในด้านเศรษฐกิจ ของพรรณไม้น้ำกัน
พรรณไม้น้ำเป็นสินค้าส่งออกอย่างหนึ่งของไทยที่มีอนาคตเนื่องจากตลาด ต่างประเทศต้องการมากและให้ราคาที่ดี ซึ่งตลาดนำเข้าที่สำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 60% ของการส่งออกทั้งหมด สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน และโปแลนด์

ในประเทศไทย มีไม่กี่บริษัทที่ส่งออกพรรณไม้น้ำ เช่น บ. เจ้าพระยาอะควาเรียม บ.ไวท์เครน อะควาเรียม (1999) จำกัด ซึ่งถ้าเพื่อนๆ ศึกษาดีๆ ยังมีโอกาศส่งพรรณไม้น้ำออกไปขายที่ต่างประเทศได้อีกมาก แถมตลาดคู่แข่งก็มีน้อย และความต้องการของตลาดสูง

นี่คือสถิติการส่งออกพรรณไม้น้ำของไทยเฉพาะที่มีใบรับรองปลอดศัตรูพืช จากกรมวิชาการเกษตร พบว่า
ในปี 2546 มีการส่งออกจำนวน 9,462 กิโลกรัม 9,884,470 ต้น คิดเป็นมูลค่า 16.22 ล้านบาท
ในปี 2547 มีการส่งออกจำนวน 164,187 กิโลกรัม 8,085,068 ต้น คิดเป็นมูลค่า 17.27 ล้านบาท

ส่วนชนิดของพรรณไม้น้ำที่มีการส่งออกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
Cabomba พรรณ ไม้กลุ่มที่มีใบเกิดตามข้อ ชนิดที่นิยมและปลูกได้ดีในตู้
Egeria
Anubias
Aponogeton พรรณ ไม้กลุ่มที่มีใบแตกออกจากรอบ ๆ โคนต้น
และ Nymphaea

สรุปให้ว่า การผลิตพรรณไม้น้ำเพื่อการค้า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
ถ้าคุณอยากเป็นผู้เพาะเลี้ยงพรรณไม้น้ำเพื่อส่งออก คุณต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับพรรณไม้น้ำ, วิธีการเพาะเลี้ยง, ข้อกำหนดในการส่งพรรณไม้น้ำ, ศึกษาตลาดต่างประเทศ, และวิธีการส่งออก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถ หาได้ที่สถาบันวิจัยปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ อยู่ที่ตึกปรีดา กรรณสูตร กรมประมง ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชั้น 6

แต่ถ้าคุณไม่ชอบความยุ่งยาก คุณก็เป็นเกษตรกรรายย่อย ลงทุนน้อย สินค้าไม่ค่อยมีคุณภาพมากนัก ซึ่งการตลาดจะเน้นภายในประเทศ เช่นตลาดซันเดย์ หรือตามตลาดนัดต่าง ๆ รอบเมือง ซึ่งราคาขายส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณ แต่โดยทั่วไป ราคาเฉลี่ยต้นละ 5 – 10 บาท

นี่เป็นการแนะนำธุรกิจ เกี่ยวกับการเกษตรจาก เพราะการเกษตรเป็นพื้นฐานของประเทศ ดังนี้เราควรหาเงิน หรือสร้างรายได้จากการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือเป็นตัวกลางในการจำหน่าย ก็ถือว่าเป็นการหารายได้จากการเกษตรทั้งนั้น นี่คืออีกช่องทางหนึ่งในการทำ อาชีพอิสระ